FANFICTION

FMA Fic : Factory of Confustion V

posted on 25 Feb 2006 13:26 by kuwari  in FANFICTION

ไม่พูดพล่ามทำเพลง ไปอ่านกันเล้ย~

*warning* YAOI and AU

Fullmetal Alchemist Fanficion vol.2

Factory of Confusion V

อัลฟอนส์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขากลับมานอนที่ห้องตั้งแต่เมื่อไหร่? สมองของเขากลับมาทำงานอีกทีก็ตอนที่รู้สึกถึงไออุ่นจากดวงอาทิตย์ที่สาดเข้ามากระทบผิวร่างจากทางบานหน้าต่างที่เปิดอ้า ดวงตาสีน้ำตาลทองแหงนมองท้องฟ้าที่สดใสจนน่าโมโห มันช่างตัดกับอารมณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ดังฉั่วะเลยทีเดียว

*ก๊อก ก๊อก*

เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้องและจากนั้นอีกวินาทีก็มีอีกเสียงตามมา

คุณอัลฟอนส์คะ พันเอกให้เตรียมตัวได้แล้วค่ะ

เป็นเสียงของแม่บ้านที่รอยจ้างมาดูแลความเป็นอยู่ทั้งทำความสะอาดและทำอาหาร อัลฟอนส์ตะโกนบอกสั้นๆว่าเขาตื่นแล้วก่อนจะลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ

...เสียงครางของพี่ยังคงก้องอยู่ในหู และมันสะท้อนเข้าไปสั่นในความรู้สึกเขา แม้จะไม่แน่ใจแต่เขาก็คิดว่าการที่พี่ยอมแต่งงานกับคนที่แสนเกลียดอย่างรอย มัสแตง ก็เพื่อใช้อำนาจของหมอนั่นช่วยให้เขาสามารถกลับมามีกายเนื้ออย่างมนุษย์ได้...

อัลฟอนส์ก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตัวเองก่อนจะกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ...เจ็บ...

ความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานาน มันเป็นแบบนี้นี่เอง....

...อย่างนี้ดีแล้วใช่ไหมครับ? พี่...

++++++++++++++++++++++++

ร่างสูงของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลทองที่เดินตามหลังชายหนุ่มผมดำเรียกสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนในศูนย์บัญชาการมากโข บ้างก็หันไปซุบซิบกันอย่างไม่เกรงใจแต่บ้างก็แค่แอบเหลือบมองเท่านั้น

อัลฟอนส์ไม่เคยรู้สึกอึดอัดเท่าครั้งนี้มาก่อน เขาตกเป็นเป้าสายตาเสมอๆตั้งแต่สมัยที่เป็นชุดเกราะแล้วแต่เพราะครั้งนี้เขามีร่างกายเป็นดั่งมนุษย์ปกติหรือเปล่า? ทำให้ความรู้สึกด้านชามันมีน้อยกว่าปกติ

รอยนำเขาเข้าไปในห้องทำงาน ที่ที่มีร่างของหญิงสาวผมทองกำลังจัดเอกสารอยู่ก่อนแล้ว

อรุณสวัสดิ์ค่ะ ผู้พัน อ๊ะ!! ริซ่าร้องอุทานเมื่อเห็นคนที่ตามมา อัลฟอนส์คุง...

รู้ว่าเป็นผมเหรอครับ? ผู้กอง อัลฟอนส์ถามอย่างประหลาดใจ

ก็ เอ่อ... ริซ่าอึกอักก่อนจะโพล่งขึ้นมา เธอคล้ายกับเอ็ดเวิร์ดมาก แล้วฉันก็เคยเห็นรูปตอนเด็กๆของเธอมาก่อนน่ะ

เตรียมเอกสารหรือยัง? ผู้กอง ผู้พันหนุ่มเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ

ค่ะ หญิงสาวรับคำก่อนจะส่งมันให้ชายหนุ่มที่เดินมานั่งยังโต๊ะประจำตำแหน่งเรียบร้อย

รอยกวาดสายตาอ่านเนื้อหาคร่าวๆก่อนที่ริมฝีปากจะกระตุกยิ้มด้วยความพอใจ

...ช่างเป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกียจเสียจริงๆ...อัลฟอนส์คิดขณะที่นั่งลง

ไม่ไกลกันนักร้อยโทสาวเหลือบมองร่างของเด็กหนุ่มอยู่เงียบๆ ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความกังวลใจ...

++++++++++++++++++++++++

ร่างเล็กผมทองวิ่งกระหืดกระหอบมายังศูนย์บัญชาการ วันนี้เขาตื่นสายเนื่องจากความเหนื่อยล้าจากเมื่อวานทำให้ไม่ได้ออกมาพร้อมกับรอย

เอ็ดเวิร์ดอยากจะชกหน้าตัวเองซักล้านครั้ง เขาไม่นึกเลยว่ารอยจะพาอัลฟอนส์มาที่ศูนย์บัญชาการในวันนี้ ตามที่ตกลงกันไว้ เรื่องนี้มันควรจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้อธิบายเรื่องทั้งหมดกับอัลก่อนนี่นา และจำเพาะต้องพามาวันนี้ วันที่เขาตื่นสายเนี่ยนะ...

ถ้าอัลรู้...เอ็ดเวิร์ดคิดอย่างหวาดกลัว ถ้าอัลรู้เรื่องก่อนที่เขาจะได้เป็นคนอธิบาย มันจะเป็นยังไง? เขาพยายามบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่น้องชายถามคำถามเพราะยังทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าทั้งหมดจะเป็นความคิดของเขาก็เถอะ ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากที่จะเป็นคนบอกทุกอย่างอยู่ดี

กลัวเหลือเกิน กลัวว่าน้องจะเกลียด ...แต่เอ็ดเวิร์ดก็ไม่เห็นหนทางอื่นแล้วที่จะให้น้องชายที่เขารักยิ่งกว่าชีวิตตัวเองให้กลับมาสู่ร่างเดิม เขาปวดร้าวเมื่อเห็นน้องจ้องมองตอนที่เขากินอาหาร เขาเจ็บปวดเมื่อตื่นขึ้นกลางดึกและเห็นน้องนั่งเงียบๆอยู่คนเดียวท่ามกลางแสงจันทร์

...ไม่ว่าจะเป็นทางไหน? เขาก็ต้องให้อัลกลับมาเป็นมนุษย์ให้ได้

...แม้ว่าอัลจะเกลียดเขาก็ตาม...

++++++++++++++++++++++++

ภายในห้องประชุมเล็กของศูนย์บัญชาการตะวันออก อัลฟอนส์ เอลริคกำลังเผชิญหน้ากับคนกลุ่มหนึ่งโดยการพามาของผู้พันหนุ่ม

เด็กคนนี้น่ะรึ? มัสแตง ชายวัยกลางคนในชุดทหารกล่าวพลางพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า

ใช่ครับ น้ำเสียงที่ตอบมันช่างไม่น่าฟังเอาซะเลย อัลฟอนส์ได้แต่มองอย่างงงๆเมื่อคนเหล่านั้นพากันจ้องดูเขา

ผู้พัน เด็กหนุ่มหันไปมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อต้องการคำตอบ แต่รอยก็ได้แต่ยิ้มจางๆ

เยี่ยมมาก เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ชายอีกคนเอ่ยขึ้น สร้างได้เยี่ยมทีเดียว

อัลฟอนส์ขมวดคิ้วกับคำพูดเหล่านั้นแล้วก็ต้องตกใจเมื่อคนหนึ่งในนั้นยกแขนของเขาขึ้นดู

แล้วคนสร้างล่ะ?

หมายถึงคนพี่ใช่ไหมครับ? เดี๋ยวเขาก็คงมาที่นี่ ผู้พันหนุ่มตอบพลางหัวเราะในลำคอ เขากำลังนึกถึงร่างเล็กๆที่กกกอดไปเมื่อคืน พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้คงแทบอยากเป็นบ้าเลยสินะ...เอ็ดเวิร์ด ถ้าเธอรู้ว่าฉันพาน้องชายมายังที่นี่น่ะ

แต่อัลฟอนส์กลับขมวดคิ้วหนักขึ้นในความไม่เข้าใจกับสิ่งที่พวกนั้นพูด อะไร? ใครสร้าง? หมายถึงการที่พี่ใช้ศิลานักปราชญ์หรืออะไรซักอย่างเรียกร่างของเขาให้กลับมาอย่างนั้นน่ะเหรอ? แล้วทำไมเขาถึงต้องมาพบกับคนพวกนี้ด้วย??

บรรดานักวิจัยของกองทัพยังคงดูร่างกายของเขาแต่อัลฟอนส์ชักไม่สนุกด้วยแล้ว เขาหันไปมองพ่อบุญธรรมที่ยืนยิ้มละไมได้กวนโทโสยิ่ง

นี่มันเรื่องอะไรกัน? ผู้พัน!!??

อ้าว เธอยังไม่ได้บอกเขาอีกเหรอ? มัสแตง หนึ่งในนักวิจัยพูดขึ้น

ยังหรอกครับ ผมกะจะให้ประหลาดใจนิดหน่อย

ผู้พันหนุ่มเดินไปหยิบเอกสารปึกหนึ่งจากบนโต๊ะและตรงเข้ามายื่นให้ต่อหน้าอัลฟอนส์ซึ่งรับมาอย่างงงๆ

...แล้วเขาก็เริ่มอ่าน

ข้อตกลงในการสร้างร่างมนุษย์ รายงานโดย นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล เอ็ดเวิร์ด เอลริค.....................

เด็กหนุ่มร่างสูงเบิกตากว้างหลังจากกวาดสายตาอ่านเอกสารในมือ ทุกความหมายที่แฝงอยู่ในทุกตัวอักษรนั้นไม่เพียงแค่ปักเข้าไปในสมองแต่มันตีตราลงไปในความรู้สึกลึกยิ่งกว่าหัวใจ เข้าปั่นป่วนวิญญาณให้ไหลพล่านราวกับเมื่อครั้งอยู่ในชุดเกราะ

...นี่เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้น...ร่างกายของเขา................

++++++++++++++++++

ในที่สุดเอ็ดเวิร์ดก็มาถึงศูนย์บัญชาการจนได้ เขารีบวิ่งขึ้นไปยังห้องทำงานประจำตำแหน่งพันเอกของรอย มัสแตงก่อนที่จะผลักบานประตูเข้าไปอย่างไม่คำนึงถึงคำว่ามารยาท

ผู้พัน!!

ในห้องไม่ได้มีร่างของชายหนุ่มผมดำหน้าตากวนโอ๊ยที่เขาต้องการพบ แต่มันร้ายกาจกว่านั้น...เพราะคนที่กำลังนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ประจำตำแหน่งของรอยกลับเป็นคนที่เขายังไม่พร้อมจะเจอตอนนี้...อัลฟอนส์ เอลริค

...น้องชายที่เกิดจากเซลล์ของเขาเอง...

อัล...

เอ็ดเวิร์ดชะงักแล้วหัวใจก็กระตุกวูบลงไปกองแทบเท้า ในมือของอัลมีเอกสารอยู่ปึกหนึ่งซึ่งเขาก็แน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่านั่นคือเอกสารที่เขาร่างขึ้นมาและลงชื่อกำกับด้วยตนเอง มันไม่ใช่รายงานแม้ว่าหัวข้อจะเป็นอย่างนั้น เพราะสำหรับเอ็ดเวิร์ดแล้วมันคือสัญญา

...สัญญาที่กระทำกับซาตาน...

อัล

อัลฟอนส์เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงมาหาเขา ร่างสูงกว่าโยนปึกกระดาษลงบนพื้นตรงหน้า

นี่ใช่ไหมครับ? ที่พี่เลี่ยงไม่ตอบคำถามผมมาตลอด

อัล ฟังพี่ก่อนนะ พี่ก็ตั้งใจจะบอกนาย.......อ๊ะ!

"นี่เป็นความจริงเหรอครับ? พี่" เด็กหนุ่มตรงเข้าจับแขนสองข้างของพี่ชาย แรงบีบนั้นทำเอาเอ็ดเวิร์ดนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ

"อัล...พี่เจ็บ"

"บอกผมมาก่อนสิว่าไม่จริง!! พี่แลกเปลี่ยนมัน พี่แลกมันกับ....พี่ทำอย่างนี้กับผมได้ยังไง!!!!!!"

เอ็ดเวิร์ดสะดุ้ง ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา น้องชายไม่เคยเลยที่จะขึ้นเสียงกับเขา แทบจะนับครั้งได้เลยด้วยซ้ำ

แต่จนบัดนี้ เอ็ดเวิร์ด เอลริคเริ่มไม่แน่ใจแล้ว...แม้ใบหน้าจะละม้าย แต่ร่างกายที่เติบโตขึ้น กับนิสัยบางอย่างที่พัฒนาการ มันทำให้คนตรงหน้าเปลี่ยนเป็นชายแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก บางที...บางที...

...นี่อาจจะไม่ใช่น้องชายของเขา............

++++++++++++++++++++++++

........................อาทิตย์ที่แล้ว

อะไรกันเนี่ย? ไม่มีทางเลยเหรอไง!!!!!!!!!!?

ร่างเล็กผมทองตะโกนอย่างโมโหอยู่ในห้องส่วนตัว เขาค้นคว้าทฤษฎีการหลอมมนุษย์ เรื่องของศิลานักปราชญ์จนแทบคลั่ง เพื่อหาหนทางในการคืนร่างมนุษย์กับน้องชาย น้องชายเพียงคนเดียวที่เขารักยิ่งกว่าสิ่งใด...

คิดถึงตรงนี้เอ็ดเวิร์ดก็รู้สึกเจ็บปวด เขารู้ตัวว่าตัวเองรักน้องชายเกินกว่าที่พี่คนหนึ่งจะรักได้ ในตอนนั้น...ที่เขาต้องการคืนชีพให้กับแม่ก็เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นอัลโศกเศร้าเสียใจ ไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์มันจะร้ายแรงกว่าเก่า อัลต้องเสียร่างกายไปทั้งหมดและต้องทรมานทั้งเป็นอยู่ในชุดเกราะก็เป็นเพราะเขาแท้ๆ

บางครั้งเอ็ดเวิร์ดก็คิด...ถ้าเขาไม่หลอมวิญญาณน้องชายขึ้นมา และปล่อยให้ไปอยู่กับแม่ที่โลกหน้าอย่างมีความสุข ไม่ต้องมาทุกข์ทนอยู่อย่างนี้จะดีกว่าหรือเปล่า?

แต่ถึงอย่างนั้นเอ็ดเวิร์ดก็ยังเห็นแก่ตัว เขาต้องการให้อัลอยู่เคียงข้างไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม จึงได้ทำการอุกอาจแบบนี้ลงไป หลอมวิญญาณน้องชายเพื่อมาใส่ในชุดเกราะ...โดยที่หวังแค่อยากจะอยู่ด้วยกันแท้ๆ

เอ็ดเวิร์ดรู้สึกผิด ดังนั้นเขาจึงต้องหาทางอย่างสุดความสามารถเพื่อคืนร่างให้น้อง ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ใช่....

...ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตาม...

ลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง พลิกหน้าหนึ่งจากหนังสือที่เปิดค้างไว้ให้กางออก ดวงตาสีทองสะดุดกับข้อความหนึ่ง

.....การสร้างร่างกายมนุษย์โดยสกัดการเซลล์ของมนุษย์ด้วยกัน...

เอ็ดเวิร์ดกระโจนเข้าไปอ่าน แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง...มันเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่สามารถสร้างร่างกายของสิ่งมีชีวิตโดยสกัดจากสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน สิ่งมีชีวิตที่ได้จะมี DNA เหมือนกันต้นแบบและรูปลักษณ์คล้ายกัน เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่ตอนนี้ไม่สามารถทำให้สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นลืมตาตื่นและมีชีวิตจิตใจ มีแต่เพียงระบบร่างกายเท่านั้นที่สามารถทำงานได้...

ร่างเล็กคิดไปถึงทฤษฎีการเล่นแร่แปรธาตุและการหลอมวิญญาณ หากเขาสร้างร่างของอัลโดยใช้เซลล์จากตัวเขาเองและย้ายวิญญาณเข้ามาล่ะ? ...บางทีมันอาจเป็นไปได้ก็ได้

แต่การทดลองนี้สามารถทำได้โดยผู้ที่มียศสูงๆอย่างพันเอกขึ้นไปเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวดองเป็นครอบครัว

พันเอกคนเดียวที่เอ็ดรู้จัก....

...รอย มัสแตง...

.....................................

............................................

เอ็ดเวิร์ดเข้าพบกับผู้พันในวันรุ่งขึ้นและเอ่ยถึงทฤษฎีของเขา

เอาล่ะ รอยเอ่ยขึ้นพลางกระตุกยิ้ม งั้นเธอต้องการให้ฉันทำยังไง? รับเธอเป็นครอบครัวงั้นเหรอ?

ก็ใช้วิธีอะไรก็ได้ ให้ผมใช้นามสกุลเดียวกับคุณ ร่างเล็กกัดฟัน ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากขอร้องคนคนนี้นักหรอก

ถ้าฉันช่วยเธอ รอยลุกขึ้นยืน แล้วฉันจะได้อะไรล่ะ? เจ้าเหล็ก การเล่นแร่แปรธาตุมีกฎการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันไม่ใช่เหรอ?

แล้วคุณต้องการอะไร?

พันเอกหนุ่มสาวเท้าเข้ามาใกล้ และหยุดยืนห่างจากร่างเล็กๆไม่กี่เซ็นต์ ดวงตาเล็กเรียวสีดำพิจารณาใบหน้าขาวนวลนั้นอย่างพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

ไหนๆเธอก็ต้องอ้างชื่อฉันแล้ว ดังนั้นถ้าฉันจะขอนำเสนอผลงานนั้นเพื่อเป็นการก้าวไปสู่จุดสูงขึ้น เธอคงไม่ว่าอะไร

แต่ถ้าอย่างนั้น........

ฉันไม่ทำให้เธอและอัลฟอนส์เดือดร้อนหรอกน่า รอยว่า และก็อีกอย่าง....

มันเกินแล้วนะอ๊ะ! เอ็ดเวิร์ดประท้วงแล้วเขาก็ต้องร้องขึ้นมาอย่างตกใจเมื่อถูกแขนแข็งแรงกวาดเข้าไปในอ้อมกอด

เธอต้องแต่งงานกับฉัน และรับอัลฟอนส์เป็นลูกบุญธรรม นี่เป็นวิธีที่จะให้เธอเข้าใช้ห้องวิจัยที่นั่นได้

ดวงตาสีทองเบิกกว้างลืมขัดขืนไปชั่วอึดใจ แต่งงาน...กับคุณ...

ใช่ รอยยิ้มรับโดยที่ยังไม่ปล่อยร่างเล็กออกจากวงแขน นี่เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด ไม่ต้องห่วงหรอกที่นี่การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันไม่เป็นปัญหา

เอ็ดเวิร์ดกัดฟันยังไงเขาก็ต้องยอมรับ เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยน้องชายเขาได้ ใช่...เพื่ออัล พี่ยอมแลกกับทุกอย่างได้เสมอ...

...แม้ว่าจะต้อง...

ตกลงตามนี้

เอ็ดเวิร์ดเงยหน้ารับริมฝีปากที่แนบลงมาของชายหนุ่มหลับตาแน่นพยายามบังคับจิตใจที่อยากจะผลักไสออกไปอย่างสุดความสามารถ เขายอมแลกได้ทุกอย่าง...

...แม้ว่าจะต้องตกนรกทั้งเป็น...

to be con

++++++++++++++++++++++++

Talk Talk

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เป็นยังไงกันบ้างคะ หลุดโลกสมกับเป็น AU ใช่ไหม? ตรงกับที่หลายๆคนคิดไว้หรือเปล่านะ

เรื่องมันก็คลายๆแล้วล่ะค่ะ จะเห็นว่าทฤษฎีที่คุวาริใช้นั่นคือ "การโคลนนิ่ง" นั่นเอง แต่เนื่องจากว่าคุวาริรีบเลยไม่ได้หาข้อมูลเรื่องนี้เลย ก็เลยมั่วเอาแลเลยนะต้องขอโทษด้วยจริงๆ เพราะปกติคุวาริจะพยายามอุดช่องให้ได้ แต่คราวนี้มันยุ่งๆอะ ไม่ค่อยมีเวลาเลย บวกกับเรื่องนี้มันฟิกนี่นา ก็อ่านเอาหนุกๆละกันนะตัวเอง

อีกอย่างมีคำถามว่าหากเรื่องนี้จะมีการรวมเล่มในอนาคต มีคนสนใจไหมคะ? แน่นอนว่าจะเอามารีไรท์ใหม่และอาจมีตอนพิเศษแถมด้วย ยังไงก็ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยนะ

ช่วงนี้คุวาริไม่ค่อยว่างมากๆค่ะ อีกทั้งไม่สบายค่อยข้างบ่อยเป็นแบบวันเว้นวันเลยทีเดียว เลยอาจไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนๆตามบล๊อคเลย ต้องขอโทษด้วยนะคะ

ขอขอบคุณกับทุกคอมเมนท์มากๆเลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ


edit @ 2006/02/25 13:30:08

FMA Fic : Factory of Confustion IV

posted on 08 Feb 2006 13:27 by kuwari  in FANFICTION

รอคอยกันอยู่หรือเปล่าคะ?

(555555+)

ก่อนอื่นขอบอกเลยว่า ฟิกเรื่องนี้ มันไถลออกจากความเป็นจริงซะมากโข กระเด็นกระดอนหลุดนอกวงโคจรไปเสียแล้ว ขอสารภาพว่าตอนนี้ที่เขียนเรื่องนี้ คุวาริไม่คิดว่ากำลังเขียน ฟิก FMA อยู่เลยล่ะ แต่ก็รู้สึกสนุกกับการเขียนเรื่องนี้มากๆเลยนะ

ดังนั้น มันจะหลุดโลก ตกขอบ กลายเป็นเรื่องใหม่อีกเรื่องไปเสียแล้ว ต้องขอโทษจริงๆเพราะมันอาจทำให้บางคนไม่ชอบ หรือผิดหวัง แต่คุวาริก็กลับไม่ได้แล้วค่ะ เพราะว่า หาทางกลับไม่ถูกแล้ว!!!

ลองอ่านดูนะ ถ้าไม่ชอบยังไงก็.... ไว้อาลัยให้มันหน่อยละกัน เอิ่กกกกกก...

รักษาคอนเซ็ปของ AU ค่ะ หลุดโลกสมชื่อ

warning : YAOI and AU only

Fullmental Alchemist Fanfiction vol.2

Factory of Confusion IV

ก้าวเดินแต่ละก้าวจากที่สั่นคลอนในตอนแรกต่างถูกเติมเต็มด้วยความมั่นคงทีละน้อย... ทุกจังหวะที่ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยแตะลงบนผิวดินนั้นเต็มไปด้วยความเชื่องช้า ราวกับว่าจะพยายามซึมซับถึงความรู้สึกที่ได้รับรู้จากประสาทสัมผัสนั้นให้เต็มที่

ดวงตาสีทองมองร่างสูงโปร่งที่ยังคงเดินย่องแย่งไปมาอย่างไม่รู้จักเบื่อตรงหน้า รอยยิ้มคุ้นตาที่เคยเก็บเอาไว้ในความทรงจำบัดนี้ถูกเรียกออกมาให้เห็นอีกครั้ง...

...ไม่ใช่ความฝัน...ใช่แล้ว...นี่มันไม่ใช่ความฝัน

ทุกอย่างคือของจริง คือสิ่งที่สัมผัสได้ ...ในที่สุด...

แต่...อัล...ถ้านายรู้ นายจะโกรธฉันหรือเปล่า? ทุกอย่างที่ฉันทำไป ทั้งหมดนั้นก็เพื่อนายคนเดียว

...น้องชาย ที่ไม่สามารถมี"อะไร"มาแทนได้เลย....

...ไม่มีวัน

++++++++++++++++++++++++

"พี่ครับ"

ราวกับภาพในอดีตย้อนกลับมาให้เห็นอีกครั้ง ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของอัลฟอนส์ และน้ำเสียงสดใสยามที่เรียกเขา

"อะไรเหรอ? อัล"

เอ็ดเวิร์ดหันไปยิ้มกว้างให้น้องชายที่สูงกว่าเขาเล็กน้อย นึกเคืองอยู่เหมือนกันว่าทำไมผลถึงออกมาเป็นแบบนี้ได้ แต่การเจริญเติบโตทางร่างกายของอัลฟอนส์ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของธรรมชาติ

"พี่ยังไม่ได้บอกผมเลยนะครับว่าทำไมผมถึงกลับมาเป็นแบบนี้ได้"

เสียงล้อเหล็กกระทบกับรางเป็นจังหวะดังคั่นความเงียบที่เกิดขึ้นเมื่อหลังจากคำถามนั้น เอ็ดเวิร์ดถึงกับเงียบไปชั่วครู่ใหญ่ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองกำลังอยู่บนขบวนรถไฟที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังอีสต์ซิตี้

อัลฟอนส์รู้สึกใจคอไม่ดี เพราะการที่พี่ชายของเขานิ่งเงียบแบบนี้หมายถึงบางอย่างที่ผิดปกติ ใบหน้าขาวที่ถูกแสงสีส้มของแสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้นิ่งไป เขาพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ? ก็แค่อยากรู้เกี่ยวกับร่างกายของตัวเองนี่นา.....?

แล้วการที่พี่ไม่ตอบนี่มันหมายความว่ายังไง?

"อัล..."

"ครับ"

อัลฟอนส์สะดุ้ง เมื่อจู่ๆเอ็ดเวิร์ดก็ยื่นมือมาจับมือของเขา ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นสบตา

"พี่สัญญา ว่าจะบอก จะเล่าทุกอย่างให้นายฟังแน่ๆ แต่ตอนนี้" ร่างเล็กกระชับมือทั้งสองข้างแน่นขึ้น "ให้เรากลับไปถึงที่นั่นกันก่อนนะ"

สัมผัสของร่างกายสองข้างที่ไม่เหมือนกัน ...ความอุ่นนุ่มนิ่มจากกายเนื้อมนุษย์ ...ความแข็งกระด้างเย็นเฉียบจากเนื้อเหล็ก บางทีพี่ชายของเขาก็มีอีกด้านที่เขาไม่รู้จักเหมือนกัน คงจะมีความลับบางอย่างที่บอกเขาไม่ได้ในตอนนี้ ปริศนาในการกลับมาของตัวตนของเขา สังหรณ์ที่ซ่อนไว้ในทุกสัญชาตญาณของมนุษย์กำลังร้องระงมอยู่ข้างหูของอัลฟอนส์ และมันก็กำลังเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึกที่กำลังแกว่งไกว...

...แต่เขาก็เชื่อพี่...เชื่อโดยไม่มีที่ว่างในใจเหลือไว้เผื่อให้กับความสงสัยใดๆเลย

เสียงหวูดรถไฟก้องกังวาล... อีกไม่นานก็ใกล้จะถึงสถานีแห่งอีสต์ซิตี้แล้ว

++++++++++++++++++++++++

พันเอกรอย มัสแตงหรืออีกนัยหนึ่งคือพ่อบุญธรรมของเขา ไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยซักนิดเมื่อพบกับเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลทองที่ใบหน้าละม้ายคล้ายคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา

"อ้าว กลับมากันแล้วรึ?" รอยทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ เมื่อสองพี่น้องเดินเข้าในตัวบ้าน

"กลับมาแล้วครับ"

"เห็นอยู่ยังจะถามอีก"

อัลฟอนส์พูดตามความเคยชิน ส่วนเอ็ดเวิร์ดเองก็เป็นความไวของปากเช่นกัน

ชายหนุ่มผมดำนิ่งไปชั่วอึดใจเมื่อเห็นร่างคนที่เดินตามภรรยาของเขาเข้ามาก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่และก้าวฉับๆเข้ามาใกล้ หยุดยืนตรงหน้าเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง

"อัลฟอนส์"

"ครับ..."

อีกฝ่ายตกใจจนสะดุ้งเมื่อมือใหญ่ตะบบลงบนหัวและเริ่มขยี้จนเส้นผมยุ่งเหยิงไปหมด

"ทำอะไรน่ะครับ? คุณรอย" อัลฟอนส์ร้อง

ร่างสูงกว่าหัวเราะพลางชะโงกหน้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้แบบสุดๆ "ไม่มีอะไร ทุกทีต้องแหงนหน้าคุยกับเธอแล้วเมื่อยน่ะ คราวนี้ก็เลยรู้สึกดีใจ ฮ่าๆๆๆๆๆ"

อัลฟอนส์ยกมือขึ้นลูบผมให้กลับเข้าทรงเดิม ชักรู้สึกเห็นด้วยกับพี่แล้วว่าคนคนนี้มันช่างกวนประสาทจริงๆเลยพับผ่า

"ผู้พัน ผมเหนื่อยแล้ว จะไปนอนเลยนะ" เอ็ดเวิร์ดพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ

"ไม่กินข้าวก่อนเหรอ?"

"ไม่ ผมเหนื่อย" ว่าแล้วร่างเล็กก็เดินขึ้นชั้นบนของบ้านไป แต่ก็ยังไม่ลืมหันมาพูดกับน้องชายของเขา

"ราตรีสวัสดิ์นะ อัล"

"ราตรีสวัสดิ์ฮะพี่"

เสียงของผู้พันหนุ่มดังขึ้นมาลอยๆ

"ตามใจนะ ที่จะไม่กินอะไรให้มีแรงก่อนน่ะ" รอยที่เดินไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่เก้าอี้ต่อพูดขึ้นเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ปลายเสียงนั้นแฝงแววแปลกๆเล็กน้อย เอ็ดเวิร์ดเองไม่พูดอะไรต่อเขาเดินหายลับไปบนอาณาเขตชั้นสองของบ้านเป็นที่เรียบร้อย

...ทิ้งไว้ก็เพียงบรรยากาศที่น่าอึดอัดระหว่างเขากับบิดาบุญธรรมแค่สองคน

"เอ่อ...งั้นผมก็ไปนอนก่อนนะครับ"

เด็กหนุ่มทำท่าจะเดินเลี่ยงไปแต่ก็ถูกเรียกไว้ก่อน

"อัลฟอนส์"

"ครับ?"

อัลฟอนส์หันไปมอง ใบหน้าขาวของรอย มัสแตงเฉยเมยราวกับเป็นกระดาษรายงานว่างเปล่า เขาไม่เคยเกลียดผู้ชายคนนี้ แต่บางทีก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีความคิดบางอย่างที่ไม่น่าพิศมัยแอบซ่อนไว้เสมอๆ และคราวนี้ก็คงเช่นกัน...

"ลืมบอกไป...ยินดีด้วยนะ กับร่างของนาย"

"ครับ ขอบคุณ"

แม้จะเป็นถ้อยคำแสดงความยินดี แต่อัลฟอนส์กลับไม่ปลาบปลื้มซักนิด

"ไปนอนเถอะ อ้อ พรุ่งนี้นายต้องออกไปกับฉันนะ ตื่นแต่เช้าล่ะ"

"ไปไหนฮะ?"

รอย มันแตงยิ้มบางๆ และมัน...ก็เป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจสุดๆเช่นเดิม

"ไปศูนย์บัญชาการ"

++++++++++++++++++++++++

อัลฟอนส์นอนพลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่ในความมืด เพิ่งรู้สึกว่าการนอนไม่หลับนี่มันช่างทรมานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ เขาเองไม่ได้มีร่างกายที่ต้องการการหลับเพื่อพักผ่อนมาแรมปี ดังนั้นหากนอนไม่ได้ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เขาต้องพักผ่อน ต้องให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าฟื้นตัวปรับสภาพได้เพื่อที่จะได้รับภารกิจของวันใหม่ เริ่มต้นชีวิตได้อย่างสดใสราบรื่น แต่ไอ้ร่างกายทรยศนี่มันดันไม่ยอมฟังคำสั่งอีกแน่ะ

อัลฟอนส์รู้สาเหตุที่ทำให้เขานอนไม่หลับ เพราะรอยยิ้มชวนหงุดหงิดกับคำพูดแฝงความนัยของหมอนั่น ...พันเอกรอย มัสแตง เขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายในสิ่งที่รอยพูดเท่าไหร่ แต่ท่าทางว่ามันจะเกี่ยวพันกับการที่เขาได้รับร่างกายคืนมา รู้สึกว่ารอยจะรู้อะไรบางอย่างและหมอนั่นกับพี่ต่างก็ช่วยกันปิดบังเขา

ทำไม? ทำไมถึงบอกเขาไม่ได้ ทั้งๆที่นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขาโดยตรงแท้ๆ ไม่อยากจะสงสัยแต่เขาก็คิดว่าเอ็ดเวิร์ดต้องทำอะไรมาเพื่อที่ให้ได้หนทางให้เขาได้กลับร่างเดิม และดูท่าทางว่าทุกอย่างนั้นรอยจะเป็นผู้จัดการเสียด้วย

...ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไปเลย...กฎการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม

แล้วพี่ "แลก" กับอะไร?

เด็กหนุ่มเริ่มหงุดหงิดจนต้องสะบัดผ้าห่มทิ้งและลุกขึ้นเพื่อออกไปหาน้ำดื่มเผื่อใจจะเย็นลงมาบ้าง แต่แล้วขณะที่เขาเดินผ่านห้องของเอ็ดเวิร์ดก็ได้ยินเสียงบางอย่างแทรกมาแผ่วเบาปะปนกับอากาศในยามค่ำคืน

...มันเป็นเสียงครางแห่งความทรมาน...

อัลฟอนส์ลังเลใจ ความจริงมันก็ไม่แปลกซักเท่าไหร่กับเรื่องแบบนี้สำหรับสามีภรรยา เขาตั้งใจจะเดินผ่านไปให้เร็วที่สุดแต่แล้วหูเจ้ากรรมก็ดันได้ยินเสียงกรีดร้องบางอย่าง...

"...อ๊า...อัล.............."

"ใจร้ายจริงๆเลยนะ เจ้าเหล็ก คนที่กำลังกอดนายคือฉันแท้ๆ ยังจะเรียกชื่อคนอื่นอีก" เสียงของรอยที่แทรกผ่านออกมาฟังเย็นชาไม่น้อย

"คนอื่นที่ไหน?...อึก...เขาเป็น น้องชายของผม"

"น้องชาย ใช่สิ เธอก็แค่ต้องท่องคำนี้เอาไว้.."

"...อ๊ะ..........อื้อ..............อัล..."

"เรียกเข้าไปให้พอเถอะ เอ็ดเวิร์ด เสียใจให้พอ" น้ำเสียงของรอยฟังดูขื่นๆพิกล "แต่อย่าลืมล่ะว่า สิ่งที่เธอได้มา...ร่างกายของหมอนั่น ก็เพราะฉัน และที่เธอต้องทรมานแบบนี้ก็เพราะเธอต้องการให้ฉันหาร่างของหมอนั่นให้!"

"อื้อ...อ้ะ....อัล...อ๊า......................................อัล"

อัลฟอนส์ยืนตัวแข็ง ประสาทชาดิกกับสิ่งที่ได้รับรู้

....ในที่สุดเขาก็เข้าใจ...ว่าพี่ "แลกเปลี่ยน" กับอะไร.............?

++++++++++++++++

to be con... ถ้ายังมีคนอยากอ่านต่อ

เรื่องไปไม่ถึงไหน เพราะคนเขียนกำลังเอ๋อๆเหวอๆ แต่ถ้ามีคนอยากอ่าน(ถ้ามีนะ) คราวหน้าๆ ทุกอย่างจะเริ่มเฉลยแล้ว!!

อย่าลืมๆ ว่าเรื่องนี้ Si-Fi น่ะ (เหรอ?)

สำนวนเราแปลกๆแหม่งๆ รู้สึกว่าเขียนไม่ดีเลย สงสัยคงต้องพักยาว เขียนเรื่องนี้ทีไรสับสนทุกที สงสัยชื่อเรื่องเป็นอาถรรพ์ แหะๆ

ขอบคุณทุกๆความคิดเห็น ทุกคอมเมนท์ และทุกกำลังใจที่ให้เมื่อ entry ที่แล้วนะคะ คุวาริรู้สึกดีขึ้นมากๆเลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ รักทุกคนเลยนะ แม้ว่าจะไม่รู้จักกันก็ตาม พวกคุณเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้วล่ะ

ปล.ถึง เดสทาริซัง เราส่งเมล์ไปว่า "อ่านไม่ออก" เหมือนกันค่ะ (55+) เลยอ่านคอมเมนท์ยาวเป็นวาของเดสทาริซังไม่ได้เลย เสียใจ *กระซิกๆ* มาเม้นในนี้เลยดีกว่า (ถ้ายังจำได้นะคะ) แต่แค่ส่งเมล์มาเป็นวาก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ แต่(อีกและ) ก็อยากอ่านคอมเมนท์ของเดสทาริซังน๊า~

+++++++++++++++++++++++

โซนบ่น

ไม่อยากจะบอกเลยว่า.... ไม่พอใจ ไม่พอใจมากๆ รู้สึกว่า ไร้ความสามารถ มากๆๆๆๆของมากๆ ทำไมถึงได้ห่วยลงขนาดนี้เนี่ย... รู้สึกว่าฝีมือมันพัฒนาลง ทำไม?

พักยาว ได้ข่าวว่าคงต้องพักยาวแหงๆ เหมือนที่เคยพักไปเป็นปีและกลับมาอีกทีก็ต้องโละของเก่าทิ้งทั้งหมด นี่จะเป็นฟิกตอนสุดท้ายในชีวิตฉันไม่อีกเนี่ย? ฮ่วย....

เศร้าว๊อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

edit @ 2006/02/08 13:36:44
edit @ 2006/02/08 13:37:22


edit @ 2006/02/08 20:38:54

FMA Fic : Turn back hiding I

posted on 19 Jan 2006 13:03 by kuwari  in FANFICTION

หลังจากที่ห่างหายไปนาน เราก็มีฟิกเรื่องใหม่อีกแล้ว (กิ๊วกิ๊ว) พอดีเรื่องเก่าๆมันคิดพล๊อตไม่ออกน่ะ ก็เลยลัดคิวมาก่อนแล้วกันนะ ตอนแรกเรากะว่าจะให้เรื่องนี้เป็นภาคหนึ่งในซีรีย์ 'Brother Incest' แต่เขียนไปเขียนมาอารมณ์มันสะดุด (เราสะดุดเอง) ก็เลยยกยอดมาเป็นอีกเรื่องเลยแล้วกัน คิดว่าจะพยายามไม่ให้ยาวมาก แต่จะพยายามให้เรท (อ่าว?) แอบโลลิค่อนเล็กๆ (เอ๊ะ ยังไง) ขึ้นต้นมาอาจจะงงเล็กน้อย พอดีตอนเขียนมันมีแค่ประโยคเดียวในหัวนั่นคือ "อยากให้เอ็ดความจำเสื่อม" แล้วขยายไปขยายมาก็เลยได้เรื่องแบบนี้

จุดอ่อนอีกอย่างของเราคือการตั้งชื่อเรื่องได้ห่วยแตกแตนมาก ยกเว้นเรื่องที่ได้ชื่อก่อนแล้วค่อยเขียนแต่ก็มีน้อย...กลุ้มใจจังเลยนะมีใครเป็นอย่างข้าพเจ้าบ้างไหมเนี่ย?

ก่อนจะอ่านนะจ๊ะ ขอชี้แจงเรื่องการส่งฟิกของขวัญปีใหม่ 'Deep soul Armor' เล็กน้อย

สำหรับคนที่เพิ่งมาแจ้งเมล์นะจ๊ะ จริงๆต้องทำตามกติกาคือคอมเมนท์ด้วย มาขอทีหลังไม่ได้นา เพราะเราคิดว่าเป็นการเอาเปรียบคนที่เค้าอุตส่าห์มาคอมเมนท์ให้เราและได้รับน่ะ ทีนี้ เราก็เข้าใจอารมณ์อยากอ่านนะคะ เอางี้ คนที่เพิ่งมาขอเราอยากให้คุณคอมเมนท์ฟิกเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ หรือเรื่องไหนในบล๊อคเราที่ชอบ(หรือไม่มี?) แล้วแจ้งอีกครั้งใน entry นะคะ จะเชคใน entry นี้เท่านั้นนะ ถ้าไม่ชอบเรื่องนี้ ไปเม้นเรื่องอื่นก็บอกด้วยนะว่าไปเม้นเรื่องไหนมา เราจะตามไปดู (อิๆ) แล้วขอนะ ไม่ใช่ว่าคอมเมนท์อย่างขอไปที เราให้เกียรติทุกท่านแสดงความคิดเห็นแล้ว ขอให้ท่านให้เกียรติผู้เขียนบ้างค่ะ ถ้าไม่ชอบไม่อยากเม้นแล้วถ้าเราไม่ส่งฟิกให้ ก็อย่าถือสากัน ก็เพราะคุณไม่ชอบนี่นาจะเอาไปทำไมล่ะ? จริงไหม?

มาลงเมล์กับชื่อไว้อีกครั้งนะ สำหรับคนที่มาโพสหลังวันที่ 10 นะคะ

คุวาริอาจจะพูดแรงไปนิด แต่ที่ต้องทำเพราะไม่อยากให้คนที่ไม่ชอบจริงๆได้ไป เรารักงานของเราเหมือนลูกของเรา ดังนั้นเราก็อยากให้คนที่ได้ดูแลลูกของเราเป็นคนที่เราไว้ใจค่ะ ถ้าท่านเป็นคนเขียนนิยายเหมือนกันคงจะเข้าใจนะคะ

เราเคยคิดจะเลิกเขียนหลายๆครั้ง เราเขียนนิยายมา 10 กว่าปีแล้วนะ(แต่ยังห่วยอยู่) (ต๊าย รู้อายุหมด) เจอปัญหามาก็มาก ทั้งการก๊อป การโดนดูถูก แต่เมื่อได้อ่านคอมเมนท์แม้เพียงน้อยนิดก็รู้สึกว่า เอ...ยังมีคนอ่านงานเราอยู่นะ ก็เป็นกำลังใจให้เขียนได้ค่ะ สำหรับคุวาริ ถ้ามีคนรออ่านงานของเรา แม้แค่เพียงคนเดียว ก็ยินดีที่จะเขียนให้ค่ะ มีพี่สาวอยู่คนนึงคอยจิก กัด ทวง และคอมเมนท์อย่างที่เรียกว่าไม่เคยเจอคอมเมนท์ที่ดีอย่างนี้มาก่อนเลย เป็นความคิดเห็นที่จริงใจทั้งติทั้งให้กำลังใจ เข็นจนเราเขียนนิยายที่มีคนอ่านแค่คนเดียวและยาวที่สุดในชีวิตเราให้จบได้ ซึ้งมากๆ นี่แหละค่ะ ความสำคัญที่ผู้เขียนต้องการให้คอมเมนท์

แล้วสำหรับท่านที่ได้ไปแล้ว ถ้าไม่มีคอมเมนท์กลับก็อาจจะพลาดคราวต่อไปนะคะ เพราะคุวาริตัดสินใจว่าบรรดาฉากเรทๆจะไม่เอาลงบล๊อคแน่นอน (เดี๋ยวโดนปิด) อาจจะตัดทอนบ้าง แต่จะมีเวอร์ชั่นเต็มๆส่งให้เหมือนเดิม ก็แน่นอนค่ะว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มี

เอาล่ะ ชี้แจงจบแล้ว ไปอ่านกันเลยนะ (หรือจะมีคนเลิกเข้าบล๊อคเราเปล่าหว่า?) ...แล้วมันชี้แจงเล็กน้อยตรงไหนเนี่ย? ยาวเป็นวา...

*WARNING* YAOI and INCEST only

Fullmetal AlchemistFanfiction vol.5
Turn back hiding

seaching I

"พี่......."

เสียงก้องสะท้อนจากที่ไหนซักแห่ง ...คุ้นเคย...และอบอุ่นในหัวใจอย่างประหลาด เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองยังคงซุกหน้าลงกับหมอนนุ่มใบโต ดวงตาสีเดียวกันซ่อนไว้หลังเปลือกตาบางปิดแน่น

...ในมโนสำนึก เด็กชายอายุรุ่นราวคราวเดียว ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเขากำลังหัวเราะอย่างเริงร่า รอยยิ้มจริงใจและในดวงตาที่จ้องมองมามันสะท้อนได้เพียงแต่ภาพเขาคนเดียว เอ็ดเวิร์ดเห็นแค่เงาของเขาเท่านั้นที่อยู่ในดวงตาคู่นี้ ...แค่เขา เท่านั้น

"พี่ฮะ...พี่..."

เสียงนั้นดังขึ้นอีก แต่ทำไม? ถึงรู้สึกเหมือนว่าห่างไกลอย่างนี้นะ แขนเรียวพยายามยกขึ้นไขว่คว้า แต่แทนที่จะได้เขากลับเป็นฝ่ายถูกจับเสียเอง โดยมือแข็งแกร่งเทอะทะที่มีแต่ความหนาวเย็น...

"....เฮือก!!"

ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวก่อนที่จะกระพริบตาปริบๆ แสงสว่างที่จ้าเข้ามาทำให้ต้องหรี่ตาลงชั่วขณะก่อนที่เขาจะเห็นรอบข้างได้ชัดเจน ผู้คนมากมายในชุดสีน้ำเงินกำลังยืนล้อมรอบเขาอยู่

"เอ่อ......."

"ฟื้นแล้วเหรอฮะ? พี่ เป็นไงบ้าง?" ชุดเกราะใหญ่หนาที่ยืนอยู่ประชิดเตียงทำเอาเอ็ดเวิร์ดตกใจ เขารีบดึงมือออกจากการเกาะกุมอย่างแรง

"พี่?" อัลฟอนส์งงกับท่าทีประหลาดๆของอีกฝ่าย

"เป็นยังไงบ้าง? เจ้าเหล็ก" หน้าตากวนโอ๊ย ของผู้พันตาตี่แห่งอีสต์ซิตี้ยื่นเข้ามา (รู้สึกว่าเราจะไม่เคยบรรยายหมอนี่ดีๆเลยนะ แหะๆ) "อึดสมกับเป็นเธอ โดนชั้นหนังสือล้มทับสามชั้นรวดยังไม่เป็นไรแบบนี้น่ะ ฮ่าๆ"

"ผู้พันอย่าพูดอย่างนี้สิครับ" อัลฟอนส์หันไปหาชายหนุ่มน้ำเสียงออกจะเคืองนิดๆ "เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่าครับ" ประโยคหลังเขาหันไปหาพี่ชาย

"เจ็บ เอ่อ...ที่หัวน่ะ" เอ็ดเวิร์ดตอบงงๆ เขาพยายามคิดแต่ก็รู้สึกได้ถึงความว่างเปล่า "ว่าแต่...พวกนายเป็นใครเหรอ?"

ประโยคคำถามนั้นแม้จะเป็นรูปประโยคที่แสนเรียบง่ายตามหลักไวยากรณ์ แต่มันก็สามารถน๊อคทุกชีวิตในที่นั้นให้ลงไปดาวน์ดิ้นกับพื้น

"ง่า....พี่...จำพวกเราไม่ได้เหรอฮะ?" อัลฟอนส์กลั้นใจถาม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมายิ่งทำให้ช๊อคหนักกว่าเก่า

"เราเคยรู้จักกันด้วยเหรอ?"

รอยหันไปมองอัลฟอนส์ที่ถอยไปนั่งซึมอยู่ตรงมุมห้อง นิ้วเรียวลูบริมฝีปากอย่างครุ่นคิด

"ความจำเสื่อมงั้นเหรอครับ" ร้อยตรีฮาวอคออกความเห็น

"เธอชื่ออะไร? จำได้หรือเปล่า?" รอยไม่ได้ตอบฮาวอคแต่หันมาถามเด็กหนุ่ม

"ฉันชื่อเอ็ดเวิร์ด เอลริค" คำตอบนั้นทำให้ทุกคนโล่งใจ แต่ต่อมานี่สิ... "อายุ 10 ขวบ"

"เย้ยยยย!!!!!!!!!!!!" ทั้งห้องร้องพร้อมกัน

"พวกนายเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน? แล้วอัลน้องชายฉันอยู่ไหนล่ะ? ฉันจะกลับบ้าน อัล อัล!!!" เอ็ดเวิร์ดพยายามลงจากเตียงแต่เขาก็ทรุดลงนั่งกับพื้น ร้อนถึงเกราะหนาๆต้องปรี่มาประคอง

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"

"ปวดขาแปลกๆแฮะ หือ?" ร่างเล็กเงยหน้า "นายเป็นใครน่ะ? ทำไมเสียงคล้ายๆอัลเลย"

อัลฟอนส์อยากจะร้องไห้ ก็ผมนี่แหละน้องพี่...แต่ก็พูดออกไปไม่ได้ ในเมื่อรอยส่งสัญญาณให้เขาเงียบไว้ก่อน ร่างใหญ่จึงอุ้มพี่ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นเด็กอายุ 10 ขวบไปแล้ววางลงบนเตียง

"นอนพักก่อนนะครับ ไว้หายแล้วผมจะพากลับบ้าน พะ...เอ่อ...เอ็ดเวิร์ด" ถ้าอัลฟอนส์มีร่างก็คงเห็นว่าหน้าเขาแดงแค่ไหน

"ฮื่อ"

เอ็ดเวิร์ดที่ปกติจะไม่เชื่อใครกลับทำตามที่อีกฝ่ายสั่งอย่างว่าง่าย เขาก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ทำไมถึงยอมทำตามคนตัวโตใส่ชุดเกราะหนาๆบอกโดยไม่คิดจะขัดขืนซักนิดราวกับว่าทุกอย่างที่คนคนนี้บอกล้วนเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำให้ได้อย่างเต็มใจอย่างนั้นแหละ

"งั้นพวกเราออกไปก่อน เธอนอนพักมากๆล่ะ" ผู้พันหนุ่มหันมายิ้มให้ ซึ่งอัลฟอนส์ก็พยายามมองว่ารอยยิ้มนั้นมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า

เสียงปิดประตูดังขึ้น และห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เอ็ดเวิร์ดน้อยๆพยายามคิดอย่างสุดความสามารถ เขารู้สึกคุ้นเคยกับคนพวกนั้นอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะกับชุดเกราะเหล็กใหญ่โต...

...คนคนนั้นเป็นใครนะ?...

++++++++++++++++++

"ความจำย้อนน่ะครับ"

นายแพทย์แห่งกองทัพเอ่ยขึ้นเมื่อถูกผู้บัญชาการแห่งอีสต์ซิตี้เรียกมาสอบปากคำ เอ้ย สอบถาม

"คงเพราะได้รับความกระทบกระเทือนที่สมอง ทำให้ความทรงจำย้อนกลับไปในอดีตน่ะครับ ลักษณะอย่างนี้มีสองกรณีครับ คือหนึ่ง ความทรงจำจะกลับไปในช่วงที่มีความสุขที่สุด กับสอง ความทรงจำจะเปิดในช่วงที่อยากลืมที่สุด ทั้งนี้เพราะกลไกปิดกั้นตัวเองได้ถูกทำลายลง" หมออธิบายยืดยาว "ส่วนจะกลับคืนมาเมื่อไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเอง" (ปล.มั่วแล) เห้ย พูดอย่างนี้เหมือนไม่รับผิดชอบนี่หว่า...อัลฟอนส์คิด

"แล้วอย่างกรณีของท่านนักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการย้อนในเคสที่หนึ่งหรือสอง แต่ถ้าสองก็มีสิทธิที่จะกลับเป็นคนเดิมเร็วกว่าหนึ่งครับ เพียงแต่มันอาจจะต้องเผชิญกับความโหดร้ายอยู่ซักหน่อย ก็เรื่องที่เขาอยากจะลืมนี่ครับ"

จบการบรรยาย ทั้งห้องก็เงียบกริบ ...เอ็ดเวิร์ดตอนอายุ 10 ขวบ นั่นหมายถึงตอนที่แม่ได้เสียชีวิตลง และเขาตัดสินใจที่จะชุบชีวิตขึ้นมา

"ขอบใจมาก ไปได้แล้ว" รอย มัสแตงเอ่ยกับนายแพทย์หนุ่ม ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำความเคารพและออกไปเงียบๆ

"เป็นตอนที่...แม่ของพวกเธอจากไปสินะ" ผู้พันหนุ่มพูดกับร่างเกราะเหล็กที่นั่งนิ่ง

"ครับ...แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่ช่วงที่เรา"เริ่ม"หรอกฮะ ในเมื่อพี่ ยังถามหาถึงผมอยู่เลย ผม...ที่มีร่างกาย"

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง...

++++++++++++++++++

ร่างชุดเกราะเหล็กหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องผู้ป่วย เขาลังเลที่จะเข้าไปแม้ว่าอยากจะพบคนข้างในใจแทบขาด แต่ถ้าเข้าไป...แล้วเขาจะพูดว่าอะไรล่ะ? แนะนำตัวเองว่า "สวัสดีครับ ผมเป็นน้องชายพี่ชื่ออัลฟอนส์ เอลริค ที่อยู่ในชุดเกราะเพราะผมมีแต่วิญญาณที่พี่ตรึงไว้ หลังจากเสียร่างกายไปกลับการชุบชีวิตแม่"....งั