ระลึกอดีต..59 เรื่องของเด็ก(เคย)เอนท์รุ่นเก๋า
posted on 25 Jul 2009 16:53 by kuwari in REVIEW
นี่คือ Entry 'ดักแก่' ล่ะ.....
เห็นช่วงนี้เขาฮิตอะไรแบบนี้กันก็อยากจะเอามั่งนะ
สืบเนื่องจากความสงสัยมาจาก Entry นี้ของคุณ talalan
บวกกับความสงกาเวลานั่งดูข่าว + อ่านบลอคเด็กๆ
น้องๆหนูๆ ไปสอบ GAT สอบ PAT
แล้วมันคืออิหยังก้ะ?
ก่อนหน้านี้ที่เรารู้ เด็กๆเนี่ยเขาต้องสอบ O-net , A-net ใช่ป่ะ?
ยอมรับว่าก็ไม่รู้เหมือนกันแหละว่ามันคืออะไร?
มันหายไปแล้วหรอกหรือ?
แล้วเวลาเข้ามหาลัยเนี่ย มันต้องเอาคะแนนจากโรงเรียนด้วยใช่ไหม?
ทำไมมันไม่เห็นเหมือนตอนที่เขาเรียน เขาสอบเลยนะ
งงแฮะ.. ???
เอาล่ะ
จะบอกให้ว่า สมัยเขา มันเป็นแบบนี้ล่ะ...
........................................................
59 เรื่องของเด็กเอนท์รุ่นเก๋า
1.มัธยมปลายแบ่งเป็นสามสาย วิทย์-คณิต , ศิลป์-คำนวน (คณิต-อังกฤษ) , ศิลป์-ภาษา
2.ศิลป์ภาษา แบ่งได้ออกเป็นอีกสองสาย คือ อังกฤษ-ฝรั่งเศส กับ อังกฤษ-เยอรมัน
3. สามคณะสุดฮิปของคนเรียนวิทย์เพื่อไปสอบ หมอ , วิศวะ , สถาปัตย์
4.แต่คนเรียนสายวิทย์ 80% ก็ไม่รู้ว่าจะไปเอนท์คณะอะไร เพราะสายวิทย์มันแทบจะสอบได้เกือบหมด
5.สุดท้ายไอ้พวกเรียนสายวิทย์ มันก็ไปแย่งเด็กสายศิลป์สอบทุกทีสิน่า
6.เด็กสายศิลป์-คำนวน มักจะเป็นพวกสองจิตสองใจ ซ้ายก็ไม่ได้ ขวาก็ไม่ถูก
7.เกือบ 80% มันจะไปจบที่คณะบัญชี เพราะเรียนเลขมาหนักพอๆกับสายวิทย์
8.ศิลป์คำนวนเรียนเลขหนักพอๆกับสายวิทย์ (อ๊ะ ซ้ำข้อบน) และเรียนภาษาอังกฤษหนักเท่าสายศิลป์ภาษา
9.แต่สุดท้ายออกมาก็ทำห่- อะไรไม่ได้ซักอย่าง (อ้าว)
10.เด็กสายศิลป์ภาษามักจะเป็นคุณหนู (อันนี้ไม่เกี่ยวกับระบบการศึกษาแล้ว)
11.99.99% มุ่งเน้นการเอนท์คณะอักษร (หรือมนุษย์ศาตร์ ตามแต่ละสถาบัน)
12.เชื่อไหมว่า เด็กศิลป์ภาษาเก่งภาษาในเอกมากกว่าภาษาอังกฤษ
13.สมัยก่อนไม่มีหรอกการเก็บคะแนน สอบกันไปเลยตู้มเดียว เขาเรียกว่า 'ENTRANCE' ครั้งเดียวจอด รอบเดียวจบ
14. อ่านหนังสือกันมาทั้งปี ก็ตัดสินกันในสองวันนี่แหละ
15. 90% ของนักเรียนมัธยมปลายสมัยนั้นนิยมการเรียนที่เรียกว่า 'สอบเทียบ'
16. ทั้งนี้เพื่อเอาวุฒิม.6 ไปสมัครสอบก่อนตอน ม.5 นัยว่าลองข้อสอบ ใครติดเลยก็โชคดีไป ใครไม่ติดมีโอกาสลองใหม่ปีหน้า
17. ไม่รู้จักหรอกว่า GAT PAT มันเป็นอิหยัง วิชาที่สอบตอนนั้นจะลงท้ายความยากง่ายด้วย ตัวอักษรไทย
18. 'คณิตศาสตร์ กขค' สำหรับผู้สอบเอนท์คณะด้านสายวิทย์ 'คณิตศาสตร์ กข' สำหรับผู้สอบเอนท์คณะด้านสายศิลป์
19. แต่ถ้าไม่ได้เรียนเลขมา (สายศิลป์ภาษา) วิชาที่สอบก็เป็น 'ภาษาฝรั่งเศส' กับ 'ภาษาเยอรมัน'
20. เช่นกัน มีคณิตศาสตร์ กข ก็ต้องมี 'ภาษาอังกฤษ กขค' และ 'ภาษาอังกฤษ กข'
21. ซึ่งความยากง่ายไม่ค่อยจะต่างกันตรงไหนเลย ยังไงก็ทำไม่ทันอยู่ดี (+มั่วแน่นอน)
22.นอกจากนี้ยังมีวิชาความถนัดของแต่ละสาขา เช่น ความถนัดทางศิลป์
23.สมัยนั้นจะเข้าคณะมัณฑศิลป์ต้องมี drawing วาดรูปกันสดๆ แล้วตอนนี้มันยังมีป่าวหว่า?
24.การไปเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ มักจะได้รับความสำคัญมากกว่าไปเรียนที่โรงเรียน
25.อาจารย์ดังๆต้องจองคอร์สกันล่วงหน้าข้ามปี (ถ้ามีเด็กเส้นเป็นศิษย์เก่าก็โชคดีไป)
26.ไม่มีใครไม่รู้จักอาจารย์ปิง ดาวอง สมัยนั้นยังอยู่ที่เยาวราชสาขาเดียวอยู่เลย
27.ก็เหมือนกับครูลิลลี่ที่คนได้เรียนมันเอาชีทมาซีร๊อกขายว่ะ
28.พูดถึงครูลิลลี่แล้วก็ต้องเป็นภาษาไทย สมัยมัธยมปลาย มีหนังสือสองประเภท
29. 'ทักษะสัมพันธ์' กับ 'หลักภาษา'
30. หลักภาษาชื่อก็บอกแล้วว่าหลักภาษา มันคือเรื่องของไวยากรณ์ (มักออกในวิชาภาษาไทย กขค.)
31. ส่วนทักษะสัมพันธ์เรียนเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทย ฉันทลักษณ์
32. แล้วสมัยนี้มันเรียนอะไรกันล่ะ?
33.กลับมาเรื่องสอบเอนท์ เวลาจะสมัคร มีแค่สองทาง ไปรษณีย์ กับ ด้วยตนเอง
34.ศูนย์กลางการสมัครอยู่ที่จุฬา เวลาซื้อใบสมัครจะมีบอกรอบสมัคร วัน-เวลา เอาไว้ ไปผิดก็ซวยไป
35.ต่อมาก็เปลี่ยนไปเป็นที่ ม.เกษตร ไกลชิบ
36.ก่อนที่จะเลือกคณะ ต้องเอาคะแนนสูงสุดต่ำสุดของปีก่อน และ ปีก่อนๆ และปีก่อนๆๆ มาเทียบ
37.และส่งไปพร้อมๆกับใบสมัครสอบนั่นแหละ (ตอนนี้ยังทำอยู่มั๊ย?)
38. 80% หวังติดอันดับสอง ไม่หวังจะติดอันดับหนึ่งกันเลย
39. ดังนั้น มันจะเลือกเอาที่ที่อยากเรียนไว้ที่สอง แต่พอดันไปติดที่หนึ่งก็สละสิทธิ์ซะงั้น (มีเยอะนะขอบอก)
40. ไม่เคยตั้งใจเรียนในห้องเรียน เพราะเอาเวลาทั้งหมดไปเรียนพิเศษ
41.เพราะฉะนั้น มันก็เลยนั่งหลับ ไม่ก็โดด
42. นี่หรือเปล่าที่เป็นเหตุผลที่เขาให้ใช้คะแนนในห้องเรียนน่ะ?
43.คนเอนท์ติด ไม่ใช่แค่เก่ง แต่ดวงต้องเจ๋งด้วย
44.คิดดูดิ อ่านหนังสือมาแทบตายทั้งปี วันสอบไม่สบายซะงั้น
45. โอกาสแก้ตัว ปีหน้าเลยเว๊ย...ไม่มีสอบรอบสอง
46.แจ้งผลเอนท์ เอาไฟไปส่องกระดานมันโคตรจะเร้าใจ
47.ซองไปรษณีย์ก็มาโคตรจะตรงเวลา
48.ไอ้เรื่องจะไปดูผลในเนตน่ะ เลิกคิดเหอะ ระบบห่วยแตกมาก
49. มั่นใจว่า 99.99% ได้ซองผลเอนท์แล้ว ต้องเอาส่องดูก่อนที่จะแกะ
50. คนเอนท์ไม่ติดมีสองประเภท
51. เศร้าชิ- หา- ร้องไห้ฟูมฟาย แทบฆ่าตัวตาย >> มักเป็นพวกทุ่มเทอ่านหนังสือเต็มที่
52. ชิลๆ กูว่าแล้วว่าต้องไม่ติด อ่านหนังสือไม่ทันนี่หว่า >>รู้ตัวดี พวกนี้มักไปเรียนราม
53. รู้หรือเปล่าว่าสอบเอนท์ติดหรือไม่ติด มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคะแนน แต่มันขึ้นอยู่กับคณะที่เลือก
54. ถ้าคะแนนสูง แต่คณะที่เลือกคะแนนสูงสุดๆ ก็ชวด แต่ถ้าเลือกคณะคะแนนต่ำก็อาจจะติด
55. ดังนั้น ถ้าไม่เทพจริงๆ อย่าเลือกคะแนนสูงทั้งสี่อันดับ (สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า 'เทพ' เลย)
56. ตัวอย่าง "หนึ่ง-อักษรจุฬา" "สอง-ศิลปศาสตร์ธรรมศาตร์" "สาม-มนุษย์เกษตร" "สี่-ครุศาตร์ลาดกระบัง" >> มีคนบ้าเลือกแบบนี้ด้วย แล้วมันจะติดได้ไงวะ? คะแนนสูงทั้งสี่อันดับ ห่างกันไม่ถึงร้อย
57. ถ้าใครอ่านแล้วตรงกับตัวเองเกินครึ่ง แปลว่าอายุน่าจะไล่ๆกับ จขบ.
58. แต่ถ้าใครอ่านแล้วตรงกันเกือบหมด เราเรียนโรงเรียนเดียวกันป่ะเนี่ย??
59. ว่าแต่....ตกลงเด็กสมัยนี้มันสอบกันยังไงฟะ?
........................................................
เขียนจากความทรงจำเมื่อยาวนาน ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วย
สามารถ เพิ่ม-เติม ได้ หากใครมีอะไรจะเสริม (ที่มันเป็นเลข 59 มันก็ความชอบส่วนตัว จขบ. ละนะ)
ว่าแต่....อยากรู้จริงๆว่าระบบเก่ามันไม่ดีตรงไหน?
หือ?
*เพิ่มเติมจาก คอมเมท์ 3 ค่ะ*
วิชาสมัยประถม-มัธยมต้น (ไหนๆก็มีคนระลึกอดีตแล้ว)
- ส.ป.ช. คือ วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต
พวก วิทยาศาสตร์
- ส.ล.น. คือ วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย
จริยธรรม ศาสนา
- ก.พ.อ. คือ วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ
เกษตร งานประดิษฐ์
จำบ่ได้ว่าวิชาศิลปะอยู่ใน กพอ. หรือเปล่า? หรือแยกออกมา
- ก่อนเรียน มานะ มานี หนังสือภาษาไทยเราจะเรียน "ดรุณศึกษา" ล่ะ (แต่ จขบ.ไม่ได้เรียนนะ เกิดไม่ทัน)
- หนังสืออ่านนอกเวลาภาษาไทย ม.ต้น "เจ้ามอม" ยังให้อ่านอยู่ไหม? อ่านแล้วเศร้าโฮก
- หนังสืออ่านนอกเวลาภาษาอังกฤษ ม.1 'The little mermaid' (ยังเก็บไว้อยู่เลย)
*เพิ่มเติมฮ่ะ (แต่คงไม่มีคนอยากรู้)*
จขบ. เรียนศิลป์-คำนวน แต่เรียนคณะมนุษยศาสตร์ (อักษรนั่นแล)
และมันก็บ้า ไปสอบฝรั่งเศสด้วยนะเออ (แต่ไม่ได้เรียนมา ปัญญาอ่อนมาก)
แต่ว่า วิชาภาษาฝรั่งเศส สอบมาได้คะแนนเยอะกว่าเลขอีก (เฮ้ย!) >> สอบคณิต กข. ยากเอี้ย (หยาบคายและ)
จบมา...ไม่เห็นได้ใช้ไอ้ที่เรียนมาเลยว่ะ ( 4 ปีที่ผ่านมาเพื่อ....??)
สุดท้าย... การเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่ทุกสิ่ง
เวลาทำงาน มันก็แค่อดีตที่เอาไว้เบ่งตอนเข้าใหม่ๆเท่านั้นแหละ
ชีวิตการทำงานมันคือเริ่มนับหนึ่งใหม่เลย
ปริญญาก็แค่เครื่องประดับบ้านแหละนะ
สิ่งที่เจ๋งที่สุด ก็คือ "ประสบการณ์"
มาช่วยระลึกกันอีก มาๆ
kuwa[R]i...
edit @ 26 Jul 2009 22:46:20 by kuwa[R]i...












#1 By ♥อ้อแอ้[ปรมาจารย์วันพีซ]♥ on 2009-07-25 17:03