Ficlet FMA : Spirit Inside

posted on 25 Nov 2005 12:04 by kuwari  in FANFICTION

ขอบ่นก่อนนิดนึงก่อนเริ่มข้ามๆไปก็ได้นะ

เป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากๆ เราเขียนฟิกมาจะว่าไปก็อยู่มานานพอสมควร ในสถานที่แห่งหนึ่งในขณะที่เราเริ่มเขียนฟิกเด็กบางคนยังเดินไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็คิดว่าเราแก่วงการเหมือนกัน แม้ว่าเราอาจจะเพิ่งหันมาเขียนฟิกการ์ตูนก็เถอะ แต่ถ้าพูดถึงงานเขียนเราก็อยู่มาตั้งแต่สมัยไม่มีอะไรวายๆอ่านให้กลาดเกลื่อนเหมือนในตอนนี้ จะหาแต่ละเรื่องก็ลำบาก ต้องอาศัยรวมกลุ่มกัน

เราไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องจัดแจงให้คนเขียนทำตามใจด้วย สตีเฟน คิง เคยกล่าวไว้ว่า นักเขียนมีอยู่สองประเภท คือ 1.เขียนเพื่อตัวเอง2.เขียนเพื่อคนอ่านเราถือว่าตัวเองอยู่ในพวกเขียนให้ตัวเอง ใช่ เราเขียนทั้งหมดก็เพื่อสนอง need แต่เราก็อยากให้มีคนมาอ่านเหมือนกัน นั่นก็ถือว่าเขียนเพื่อคนอ่านกลายๆ แต่ทำไม? ถึงไม่ยอมเปิดใจรับกันบ้าง? โอเค เรารู้ว่าแต่ละคนย่อมมีรสนิยมส่วนตัว แต่ไอ้การไซโคคนอื่นให้ชอบตามตัวเองนี่มันไม่ใช่นิสัยเรา และเราไม่ชอบให้ใครมาทำด้วย

หากเราจะชอบ เราจะชอบเพราะเราสมัครใจหลายๆสิ่งที่เราชอบมันก็ประหลาดไม่เหมือนใครก็จริง บางทีเราก็เหงาที่ไม่มีใครชอบเหมือนเรา แต่เราก็ไม่อยากให้คนทำหน้ารังเกียจใส่เมื่อเราบอกว่าเราชอบอะไร นี่ไง ถึงเบื่อ เบื่อสุดๆ

ขอบอกเลยว่าเราเองก็เป็นคน self เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องงานเขียน ใช่ ในความเป็นจริงเราไม่เก่ง ห่วยแตก ไร้ความสามารถ(เป็นรอยเหรอ?) แต่ถ้าเราไม่ภูมิใจกับงานของเรา แล้วเราจะยังมีหน้าเขียนต่อไปได้ยังไง อย่างน้อย "ชั้นก็ไม่ได้ก๊อปใครมาเฟร้ย!!!"

เขียนไปเถอะ ถ้าอยากเขียน แต่ถ้าอยากเขียนแต่ไม่มีปัญญาแล้วก๊อปเขามา อย่างนั้น..ต่ำยิ่งกว่าปรสิตเสียอีก เขียนห่วยเพราะเขียนเอง ยังดีกว่าเขียนดีเพราะไปลอกเขามา

เอ๊ะ...นี่บ่นนอกประเด็นอีกแล้ว...

เข้าเรื่องดีกว่าเนาะ

เรื่องนี้เขียนเล่นๆ ด้วยความ self เช่นเดิม ไม่รู้ว่าจะ Drabble หรือ Ficlet (กำหนดไม่ถูกซะเอง) ไม่มีอะไรมาก พล๊อตมั่วๆ ขึ้นอย่างจบอย่างตามแบบของเรา แค่อยากเขียนอะไรสั้นๆบ้างง่ะ พอดีต่ออีกเรื่องไม่ออก แหะๆ

ขอบคุณทุกๆคอมเมนท์ที่ให้กำลังใจ แม้นิดๆหน่อยๆ คุวาริก็ดีใจมากค่ะ และยินดีต้อนรับเพื่อนๆทุกคนที่แวะเข้ามา ทั้งที่โผล่หน้าและไม่โผล่บ้าง แต่ทักทายกันก็ดีนะ

(ปล.ชื่อเรื่องขโมยป๋า Hyde มา ขอยืมหน่อยนะคะป๋า (ฟังเพลงอยู่พอดี))

เอาล่ะไปอ่านกัน

[Ficlet : FMA] Spirit Inside

...ว่ากันว่าวิญญาณนั้นเป็นนามธรรม

ไร้รูปร่างแน่นอน ไม่สามารถจับต้องได้

ส่วนความเชื่อเรื่องวิญญาณนั้นสำหรับนักวิทยาศาสตร์เป็นเพียงพลังงานในรูปแบบหนึ่ง ก็แค่มวลสารที่กลั่นจากร่างกายมนุษย์เมื่อถึงวันสิ้นอายุขัย จะว่าไปแล้ว..ทฤษฎีเรื่องวิญญาณระหว่างนักวิทยาศาสตร์และในทางศาสนานั้นมันขัดกันอย่างสิ้นเชิง

แต่สำหรับอัลฟอนส์...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

...ก็ในเมื่อเขาเป็นเพียงแค่ "วิญญาณ" นี่นา..

.......................................

อัลฟอนส์ เอลริค ถ้าจะนับกันทางระยะเวลาแล้วเขาต้องมีอายุ 14 ปีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าจะพูดกันถึงหลักแห่งความเป็นจริง วินาทีที่วิญญาณของเขาถูกตรึงไว้ในชุดเกราะใหญ่อายุเขาก็หยุดลงที่ 10 ปีเท่านั้น

เพราะไม่มีการเจริญเติบโตทางร่างกายให้เห็น...

สิ่งที่เพิ่มพูนคือประสบการณ์และวุฒิภาวะเท่านั้น...

บางครั้งอัลฟอนส์ก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกัน หมู่นี้การค้นคว้าหา "ศิลานักปราชญ์" ที่จะช่วยให้เขาทั้งสองพี่น้องคืนร่างเดิมได้นั้นก้าวหน้าไปมาก หากว่าวันนั้นมาถึงจริงๆล่ะ?

เขาจะมีร่างกายของเด็กหนุ่มอายุ 14 หรือเด็กชายอายุ 10 ขวบกันแน่???

"เป็นอะไรน่ะ?อัล"

เอ็ดเวิร์ดถามเมื่อเห็นว่าน้องชายของเขาเงียบจนผิดปกติ แม้อัลฟอนส์จะไม่มีสีหน้าให้สังเกตความรู้สึกได้แต่สายใยของพี่น้องคู่นี้ก็ลึกซึ้งเกินจะกล่าว

"มะ..ไม่มีอะไรฮะ" ร่างชุดเกราะตอบพลางเก็บหนังสือที่กางอยู่บนโต๊ะ "ผมขอออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยนะ"

เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องๆจากไป เอ็ดเวิร์ดเองก็เฝ้าแต่เก็บความสงสัยนั้นไว้เพียงลำพัง

++++++++++

"อัลฟอนส์น่ะเหรอจ๊ะ? แปลกไป"

ร้อยโทสาวริซ่า ฮอว์คอายถามเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มผมทองนั่งถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยกว่าๆ

"ก็หมอนั่น ช่วงนี้ไม่ค่อยพูดค่อยจา เอาแต่คิดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ถ้าไม่ใช่เรื่องไร้สาระก็คงดี" เอ็ดเวิร์ดตอบพลางคิดถึงคราวที่แล้ว หลังจากพวกเขาลอบเข้าไปในศูนย์วิจัย 5 และอัลฟอนส์ได้พบกับหมายเลข66 หรือ แบรี่ เดอะ ช๊อบเปอร์ ที่ดันเป่าหูว่าแท้จริงแล้วอัลเป็นเพียงวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น

"กังวลว่า อัลฟอนส์จะคิดเรื่องแบบนั้นอีกใช่ไหมล่ะ?" ริซ่าเองก็ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกันแม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ที่นั่นก็ตาม เอ็ดเวิร์ดพยักหน้า

หญิงสาวเดินมานั่นข้างๆเอ็ดเวิร์ดและแตะมือลงบนไหล่เล็กเบาๆ

"ไม่ต้องห่วงหรอกนะจ๊ะ ชั้นเชื่อว่าหลังจากเรื่องนั้นผ่านมาแล้ว สายสัมพันธ์ของพวกเธอพี่น้องต้องแน่นแฟ้นขึ้นแน่นอน ไปถามอัลฟอนส์เค้าสิ อย่าปล่อยให้เขาคิดมาก ยังไงเขาก็เป็นน้องชายเธอนะ"

คำปลอบโยนอบอุ่นทำให้เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ แม้ว่าจะมีท่าทีเข้มงวด แต่แท้ที่จริงแล้วร้อยโทฮอว์คอายก็เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจอ่อนโยนคนหนึ่งและพึ่งพาได้เสมอ ไม่เหมือน...

"อ้าว! เจ้าเหล็ก มาแอบจีบผู้กองของฉันงั้นเหรอ?"

นึกถึงปุ๊บก็มาทันที ตายยากๆแบบนี้สิน่า...เอ็ดเวิร์ดหันไปทำหน้าเซ็งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาทไม่แพ้กัน

"ถ้าจะจีบผมก็จีบติด ไม่เหมือนคุณหรอกนะ คุณผู้พันไร้น้ำยา"

*อุ่ก* รอยรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ ...หนอย...อย่าให้ถึงทีเขาก็แล้วไป...

++++++++++

ร่างใหญ่ของชุดเกราะเหล็กนั่งอยู่ตรงนี้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และคงจะนั่งต่อไปหากว่าไม่มีวัตถุอะไรหนักๆโถมลงมาทับเสียก่อน

"พี่!!"

อัลฟอนส์ร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าพี่ชาย"กระโดด"เกาะหลังของเขาเสียแน่น เอ็ดเวิร์ดวางคางลงบนไหล่แข็งๆเย็นเฉียบในขณะที่สองแขนก็โอบรอบร่างกว้างกว่าตนเยอะนั้นไว้

"ทำอะไรน่ะฮะพี่?"

"อัล"

ร่างเล็กที่เกาะอยู่ข้างหลังพูดโดยที่อัลฟอนส์ไม่สามารถเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายได้

"นายมีเรื่องอะไร? ที่...บอกฉันไม่ได้งั้นเหรอ? อะไรที่ทำให้นายต้องมานั่งคนเดียวอย่างนี้เป็นชั่วโมง...?"

"พี่ฮะ"

"นายลืมไปแล้วเหรอ? ว่านายยังมีฉัน...ทั้งๆที่ ฉันไม่เคยลืมเลยนะ ว่า..มีนายอยู่น่ะ"

เอ็ดเวิร์ดก้มหน้า เสียงสั่นน้อยๆ จนแม้แต่ร่างกายไร้ความรู้สึกของอัลฟอนส์สัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านนั้น เขาใช้แขนแข็งแกร่งยกร่างเล็กๆของพี่ชายออกจากหลังและตวัดเข้าสู่อ้อมกอดกว้างแข็งกระด้าง

...ไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกายนี้...ไม่มีโลหิตที่ยืนยันถึงความเป็นพี่น้อง สายสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเพียงเกลียวเชือกเส้นเล็กที่แสนเปราะบางแต่แน่นเหนียวลึกซึ้ง...

...เปราะบางราวกับความรู้สึก แต่ลึกซึ้งดั่งความเชื่อใจ...

วิญญาณ....นั้นเป็นนามธรรม

ไร้รูปร่างแน่นอน ไม่สามารถจับต้องได้

แต่เพราะเป็นอย่างนั้น...วิญญาณจึงสามารถรับพลังงานในรูปแบบต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรียกกันว่า "ความรู้สึก" ซึ่งเป็นเพียงนามธรรมเหมือนกัน

อัลฟอนส์สามารถสัมผัสได้....

"อัล..." เอ็ดเวิร์ดเรียกอู้อี้อยู่ในอกเย็นเฉียบของน้องชาย แต่ทำไมนะเขาถึงรู้สึกได้ว่ามันอบอุ่นเสียเหลือเกิน

"พี่ฮะ" น้องชายเรียกแผ่วเบา "ผมขอโทษ..."

อัลฟอนส์กระชับอ้อมกอดแน่นเข้า...แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับความกลัดกลุ้ม ไม่ว่าจะฟื้นขึ้นมาด้วยร่างกายแบบไหน แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีพี่ชายที่คอยรักและห่วงใยเขาอยู่เสมอ

"ผมขอโทษฮะ...พี่"

"เจ้าบ้า.." เอ็ดเวิร์ดพูดเบาๆขณะขยับตัวไปกอดตอบ "นายเป็นน้องชายฉันนะ ไม่ให้เป็นห่วงได้ไง"

สองพี่น้องเอลริคกอดกันแน่นราวจะถ่ายทอดความรู้สึกทุกอย่างให้แก่กัน ...เชือกแห่งสายสัมพันธ์เขม็งเกลียวแน่นเข้าทีละน้อยพร้อมถักทอให้หนาขึ้นเรื่อยๆ...

....................

ไม่ไกลจากที่แห่งนั้นร้อยโทสาวเฝ้ามองสองพี่น้องอยู่ห่างๆด้วยรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า

owari


edit @ 2005/11/27 12:46:53

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

พี่น้องรักกันนี่ช่างสวยงามจริงๆเลยนะคะ...แม้ว่ามันจะผิดศีลธรรมไปนิดส์
แต่ก็แน่ล่ะความรักไม่มีข้อจำกัด อิๆๆๆ

พูดถึงเรื่องที่พี่เขียน ที่ว่าสตีเฟ่น คิงแบ่งนักเขียนเป็นสองประเภท...มานั่งๆคิดดูแล้ว
อิ๋มคงจะเป็นพวก "เขียนเพื่อตัวเอง" แน่ๆเลยค่ะ ^^'
เพราะว่า.....ถึงบางครั้งเขียนไปจะโดนคนอ่านด่าในใจ แต่นี่ก็คือเนื้อเรื่องที่อยากเขียน ถึงอิ๋มจะเข้าสู่เส้นทางนักเขียนมาได้ไม่กี่ปี....แต่อิ๋มก็คิดว่า การได้เขียนในสิ่งที่ตัวเองรักมันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดเลยล่ะค่ะ
เพราะแบบนี้ พอเจอก็อปฟิค ก็จะยิ่งทำให้ต่อมมันระเบิดขึ้นมาได้ กับเรื่องๆนึงที่คนแต่งตั้งใจคิดเพล็ต ตั้งใจแต่งออกมา แต่กลับโดนก็อปไปง่ายๆ...- -....มันน่าโดนกระทืบเสียจริงๆ

#1 By อัสต้า[KAMIKAZE!!] on 2005-11-25 14:04

คู่นี้ช๊อบ....ชอบ ความรักของพี่น้อง มาแต่งต่อเร็วๆนะค่ะ.....
ชอบบลอคนี้มากเลย ขอแอดไปละกันนะ

#3 By kasuchan ^^ on 2005-11-26 12:32

น่ารัก การที่พี่น้องรักกันเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนจริงๆ [แต่ชอบตอนที่อัลทะเลาะกับเอ็ดเรื่องตัวเองเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นหรือเปล่า แบบว่าปัดเอ็ดเลือดออก น่ารักสุดๆ เลย ]

พูดถึงเรื่องแต่งฟิกแล้ว สำหรับเราส่วนใหญ่สำหรับเราคงแต่งให้ตัวเองอ่านมากกว่า แบบว่าแต่งให้คนอื่นอ่านก็ไม่ค่อยจะมีคนอ่านอ่ะนะ

#4 By . on 2005-11-26 14:09

มีคนแต่งฟิค Gen ฮางะเรน...!
มีคนแต่งฟิค Gen ฮางะเรน!! T[]T *ร้องไห้ดีใจ*
มีคนเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกของสองคนนี้ในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน...! *น้ำตาไหลพรากๆ*

อยากตะโกนกู่ร้องให้ลั่นบลอก(ชาวบ้านเขา ) ว่ารักฟิค gen ที่สุดเลย ถึงจะชอบอ่าน ชอบแต่งอะไรวายๆ แต่ฟิค gen มีที่ว่างพิเศษในใจเราเสมอ... แต่มันหาอ่านยากได้ยากเต็มที ตอนนี้เราอยากกระโดดกอดคุณคุวาริที่สุดเลย

เราชอบอ่านฟิคของคุณนะคะ อย่างน้อยก็ที่แต่งของฮางะเรนล่ะ ฟิค Dir เราคงไม่สามารถ เพราะไร้ความรู้เกี่ยวกับวงนี้โดยสิ้นเชิง.. เข้าข่ายนึกภาพไม่ออก จินตนาการตามไม่ได้นั่นล่ะค่ะ.. ^^;

เราไม่รู้ว่า ที่คุณบอกว่าชอบไม่เหมือนใครนั้นคืออะไร แต่เราก็เชื่อว่าการได้แต่งอะไรตามที่ปรารถนา เป็นความสุขที่สุดแล้ว ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นกระแสมหาชนก็ช่าง ถ้าคนในสังคมชอบอะไรคล้ายๆกันหมด โดยไม่มีสิ่งที่แตกต่างออกมาบ้าง มันจะไปสนุกได้ยังไง คงน่าเบื่อตายเลย

แต่ก็ยอมรับว่ามันมีผลต่อการดึงความสนใจแรกเห็น ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ มันถึงจะหยุดสายตาคนไว้ได้ เราก็เป็น.. ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่รู้สึกว่าเฉยๆด้วย หรือไม่ชอบ ก็คงเลื่อนสายตาผ่านไปเลยเหมือนกัน ^^;

อ่า... ถ้าไม่รังเกียจ... รู้สึกอยากคุยด้วยจังเลย... ทั้งเรื่องเกี่ยวกับฟิค แล้วก็ฮางะเรนด้วย... ไม่ทราบว่าเล่น msn หรือเปล่าคะ =///= (กระทันหันจริงวุ้ยเรา)

#5 By เดสโทราตี้! on 2005-11-26 14:40

อ่านdark towerของสตีเฟน คิงด้วยรึครับ สำหรับตัวผมในเรื่องเขียนเพื่ออะไรนั้น ผมเขียนเพื่อแข่งกับตัวเอง และเขียนเพื่อให้คนอ่านได้เข้าถึงจินตนาการของผม ...นักเขียนทุกคนปฏิเสธคนอ่านไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีคนอ่านเราจะพัฒนาได้อย่างไร ลองตรองดู ...บลอคผม http://woratana.exteen.com

#6 By Woratana (210.4.139.245 [mobile]) on 2005-11-27 07:57

ถึงคุณ Destari
เล่นค่ะ msn แต่นานๆๆๆๆๆ(นานมาก) ถึงจะเข้า ถ้ายังไงขอเมล์ไว้ละกันนะคะ จะได้แอด
ของเรา kuwari_kyo@hotmail.com นะคะ

ถึงคุณ Worata
อา รู้ด้วยว่าเราเอาคำพูดมาจาก Dark Tower เป็นนักอ่านเหมือนกันนี่นา ตอนที่พิมพ์มันเป็นความสับสนในชีวิตค่ะ ตอนนี้เย็นแล้ว แล้วจะแวะไปที่บล๊อคคุณนะคะ

ขอบคุณทุกคนมากค่ะ

ว่าแต่...ไม่มีใครรู้หรือว่า เรา"พลาด" บางจุดในฟิกเรื่องนี้ไปอ่ะ (ไป edit แก้ก่อน แหะๆ)

#7 By kuwa[R]i... on 2005-11-27 12:45

อ๊ะ แต่งฟิกเก่งจัง ชอบการเล่าเรื่องบรรยายสร้างอารมณ์ในฟิกมากๆ ให้เห็นความผูกพันของพี่น้องจริงๆ ชอบมากเลย ไว้ว่างๆจะค่อยๆตามอ่านของเก่าๆ แล้วก็จะรอเรื่องใหม่ด้วยนะจ๊ะ ว่าแล้วก็ขอแอดกลับล่ะ

ป.ล.ว่าแต่รู้จักพี่ด้วยเหยอ?

#8 By ★InSilence★ on 2005-11-27 16:20

แอดมั่ง woratana@hotmail.com

#9 By Woratana (210.4.139.245 [mobile]) on 2005-11-27 18:48